Haijai.com


คู่รักทะเลาะกัน สามีภรรยาทะเลาะกัน


 
เปิดอ่าน 1461

สามีภรรยาทะเลาะกัน

 

 

เมื่อคู่รักทะเลาะกัน สถานการณ์มักบานปลาย เพราะต่างคนต่างก็ตีความตามความเข้าใจของตนเอง ซึ่งก็ถูกทั้งคู่ ดังนั้น หากต้องการแก้ไขข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น หลักการคือต้องเชื่อและยอมรับว่า “คนสองคนเวลาพบเหตุการณ์เดียวกันจะตีความหมายเหตุการณ์นั้นไม่เหมือนกันเสมอ” ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูและประสบการณ์ จากนั้นลองปฏิบัติตามคำแนะนำ 5 ข้อ ได้แก่ หยุดทุกความคิดที่กำลังตัดสินความ หาหลักฐานคัดง้างข้อสรุปของตัวเองเอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่าตัดสินว่าใครผิดใครถูก และทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อใจเย็นลงแล้ว ลองทำดู แล้วจะรู้ว่าได้ผลจริง

 

 

บทความต่อไปนี้ได้ข้อคิดจากากรอ่านบทความ 5 Tips for Avoiding Conflict in Your Relationship เขียนโดย Amie M. Gordon จากเว็บไซต์ Psychology Today ซึ่งนำขึ้นเมื่อ 30 มิถุนายน 2014 ข้อเขียนนี้เกิดจากการอ่านแล้วเขียนใหม่ ถึงจะมิได้แปลมาโดยตรง แต่เนื้อหาสำคัญ 5 ข้อนำมาจากข้อเขียนต้นฉบับอยู่มาก เพราะเขาเขียนได้ดีจริงๆ ดังนั้น ขอให้ทราบว่าความดีใดๆ ที่เกิดจากข้อเขียนนี้เป็ฯของ เมมี่ เอ็ม กอร์ดอน ผู้เขียนต้นฉบับ

 

 

เวลาสามีภรรยาทะเลาะกัน อย่าให้ต้องยกตัวอย่างเลยว่าเรื่องอะไร จะเรื่องอะไรก็เถอะครับ แม้กระทั่งเรื่องที่เล็กอย่างเหลือเชื่อใดๆ ก็ตาม สถานการณ์มักจะกู่ไม่กลับเสมอ หากคนหนึ่งพูดอีกคนจะสวน หากอีกคนอธิบาย อีกคนจะคัดง้างคำอธิบายนั้น หากคนหนึ่งเงียบ อีกคนจะว่าทำไมเงียบ หากอีกคนว่าเรื่องนิดเดียว อีกคนจะยิ่งโกรธ หากคนหนึ่งว่านึกถึงความดีแต่เก่าก่อนกันบ้าง อีกคนจะยิ่งโมโห เพราะเรื่องที่โกรธวันนี้เป็นของวันนี้ หากอีกคนขับรถออกนอกบ้าน อีกคนจะยิ่งรู้สึกร้าวลึก แก้ไขได้ยากในวันหน้า ยกตัวอย่างมาเถอะครับ รับรองว่าทำอย่างไรก็ไม่รอด ถ้าไม่อยากทะเลาะกันมีวิธีเดียว คือ อย่าแต่งงาน (ซึ่งรวมความถึงความผูกพันทางกายและใจในทุกรูปแบบโดยไม่ต้องแต่งงาน)

 

 

เอาล่ะ สมมติว่า (หน้ามืดตามัว) แต่งไปเสียแล้ว และทะเลาะกันบ่อยๆ อีกต่างหาก คำแนะนำ 5 ข้อต่อไปนี้ของคุณเอมี่ดีมาก ใช้ได้ผลแน่นอน ถ้ายังมีสติเหลือพอที่อยากจะใช้นะ

 

 

หลักการสำคัญข้อหนึ่งที่ต้องเชื่อกันก่อนและท่องเอาไว้ให้ดีคือ “คนสองคนเวลาพบเหตุการณ์เดียวกันจะตีความหมายเหตุการณ์นั้นไม่เหมือนกันเสมอ” หลักการนี้ใช้กับคนทุกคนจริงๆ มิใช่เฉพาะกับคู่สามีภรรยา หากใครก้าวข้ามข้อนี้ไม่ได้ จะเลิกอ่านเสียตั้งแต่ตอนนี้ก็ได้ครับ อ่านต่อไปเสียเวลาทะเลาะกันเปล่าๆ

 

 

ความแตกต่างของการตีความหมายเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้าพร้อมๆ กัน ก็คือการเลี้ยงดูในวัยเด็กของตนเอง และประสบการณ์ทั้งชีวิตก่อนที่จะมาถึงวันแต่งงานแล้วก็ทะเลาะกัน เรื่องยุ่งที่เข้าใจได้ยากคือถูกทั้งคู่ เป็นไปได้อย่างไรกันที่จะถูกทั้งคู่

 

 

ผมชอบยกตัวอย่างทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์เสมอ เราขับรถฝ่าสายฝันเราจะเห็นฝนตกลาดเอียงพุ่งชนกระจกหน้าด้วยความแรงและความเร็วสูง ในวินาทีเดียวกันนั้นเอง คนที่ยืนริมถนนจะบอกว่าฝนตกตั้งฉากกับถนนและตกธรรมดาๆ ไม่ได้เร็วหรือแรงอะไรมากนัก เรื่องปวดหัวคือถูกทั้งคู่ เรื่องทางใจหลายๆ ครั้งก็เป็นอย่างที่ไอน์สไตน์ว่าไว้ เราตีความหมายตามใจเราหรือด้วยมุมมองและตำแหน่งที่เรายืน ซึ่งจะแตกต่างจากมุมมองและตำแหน่งที่ยืนของคู่สมรส

 

 

กลับมาที่ข้อแนะนำ 5 ข้อของเอมี่

 

1.หยุดการตัดสินที่เกิดขึ้นแล้วให้ได้ก่อน เช่น พ่อตัวดีกลับบ้านช้า คุณจะตั้งข้อสงสัย สรุปความตัดสินอะไรบางอย่างไปแล้ว ขอให้หยุด (อย่างไรก็ตามคุณมีสิทธิจะตัดสินได้ เมื่อคุณพบหลักฐานจริงๆ เช่น ผู้หญิงอีกคนหนึ่งโทรศัพท์มาเยาะเย้ยถึงบ้าน เป็นต้น ลองทำกันขนาดนี้แล้ว ยังว่าหลักฐานไม่เพียงพอก็ตัวใครตัวมันล่ะครับ)

 

 

2.พยายามมองหาหลักฐานคัดง้างข้อสรุปของคุณเอง ข้อนี้เริ่มยากขึ้นนิดหนึ่ง แต่ทำได้ถ้าอยากทำ เวลาเราโมโหเสียแล้ว มักผุดภาพความผิดเก่าๆ ของเขาทันทีทันใด เช่น แม่ตัวดีกลับบ้านช้า แบบนี้ต้องเอาแต่เมาท์แต่ช้อปแน่ๆ ไม่รีบกลับมาดูแลบ้าน สิ่งที่ควรฝึกทำคือมองหาเหตุผลอื่นที่ทำให้คุณเธอกลับช้า (คุณเอมี่ ผู้เขียนบทความต้นฉบับจะยกตัวอย่างทั้งสองฝ่ายเสมอ)

 

 

3.ใส่รองเท้าของเขา ประโยคนี้แปลมาดื้อๆ เพราะผมชอบประโยคที่ว่า Put yourself in your partner’s shoes หมายถึงว่าไปยืนในตำแหน่งของเขา ถ้าเราตกที่นั่งเดียวกับเขา ถ้าเราเป็นเขาจะมีอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง ที่ทำให้กลับบ้านช้า จะพูดแบบไทยๆ ว่า “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ก็ได้ แต่ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร ว่าจะเอาใจเขามาใส่ใจเราได้อย่างไร ถอดรองเท้าเราไปใส่รองเท้าเขาฟังง่ายกว่า

 

 

4.อย่าพยายามตัดสินว่าใครผิดใครถูก ข้อนี้ยากสุดยอดแล้ว เพราะเวลาเราโมโห อย่างไรเราก็ถูกและเขาต้องผิด ดังนั้น กลับไปทำความเข้าใจตัวอย่างฝนตกที่ไอน์สไตน์พูดไว้ และขอให้มั่นใจเถิดว่า ถูกทั้งคู่

 

 

5.ทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้น ข้อสุดท้ายนี้เป็นลูกตามเสียมากกว่า เมื่อพายุสงบแล้ว โดยเฉพาะพายุในใจเรา ลองถามเขาดูสักคำว่าเกิดอะไรขึ้น และเขาคิดว่าอย่างไร ข้อนี้ดีตรงที่หากเราตั้งใจฟังจริงๆ จะพบว่าอะไรที่เราคาดเดาไว้ก่อนผิดเสียเป็นส่วนใหญ่ จริงๆ ข้อสุดท้ายนี้คนไทยไม่ชอบทำ เพราะมักถือว่าไฟสงบแล้วก็อย่าไปพัดขึ้นมาใหม่ แต่ฝรั่งเขาชอบทำ AAR-After Action Review แม้จะเรื่องผัวเมียทะเลาะกันก็เถอะ

 

 

คำแนะนำทั้ง 5 ข้อนี้มิใช่พูดเล่นเหมือนคำแนะนำประเภท How to อย่างดาษดื่น เป็นคำแนะนำที่ดีจริง ใช้ได้จริง ผมเขียนเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น อ่านแล้วอยากให้ทำดูจะพบว่าได้ผล โดยส่วนตัวผมคิดว่าลอคนเราหาอะไรตั้ง 5 ขั้นตอนมากั้นกลางสถานการณ์ทะเลาะกันได้ ก็เย็นลงทั้งนั้นแหละ เช่น ลองฝึกพับจรวด 5 ขั้นตอนระหว่างทะเลาะกัน อย่างไรคนพับจรวดก็จะเย้นลง หากพับแล้วปาเล่นด้วยยิ่งสนุก แต่ฝ่ายตรงข้ามคงไม่ปล่อยให้ชีวิตเราไว้เป็นแน่แท้

 

 

นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

จิตแพทย์

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ