Haijai.com


พ่อและแม่ควรสื่อสารกับลูกแม้จะแยกทางกัน


 
เปิดอ่าน 1604

ตุ๊กตาล้มลุก ตอนที่ 2

 

 

เด็กที่ล้มก็เพราะต้นทุนในชีวิตไม่พอที่จะช่วยให้ยืนได้อยู่แล้ว โอกาสที่จะลุกก็ยากมากขึ้น ถ้ามีแต่เด็กที่ล้มแล้วลุกไม่ขึ้น คาดการณ์ได้เลยว่าในสังคมจะมีปัญหาตามมาอีกมากมาย สังคมคงต้องช่วยทั้งครอบครัวและโรงเรียนที่ขาดความสามารถจะช่วยให้เด็กลุกขึ้น ให้สามารถเป็นตัวรับเด็กก่อนจะตกถึงพื้นและช่วยผลักกลับขึ้นมา ให้เขายืนได้ต่อไปถ้าเขาล้มอีก ประสบการณ์ที่เขาได้จากความสามารถด้านจิตใจ ที่เคยล้มแล้วลุกจะทำให้เขาล้มยากขึ้น หรือถึงล้มก็ลุกขึ้นได้โดยเร็ว มาร่วมติดตามทักษะล้มแล้วลุกสำหรับเด็กในทศวรรษนี้

 

 

อยากให้ทุกท่านติดตามต่อว่าความสามารถทางจิตใจที่เราต้องช่วยให้เด็กที่เป็นตุ๊กตาล้มลุก ล้มแล้วลุกได้แข็งแรงเดินต่อไป ไม่กลายเป็นคนที่ก่อปัญหาใหม่ จนกลายเป็นลูกโซ่ของปัญหา เด็กและครอบครัวที่ดูเหมือนตลอดปีที่ผ่านมาจะมีแต่เหตุการณ์ที่รุนแรงในครอบครัวและสังคมอย่างต่อเนื่อง ความสามารถด้านจิตใจที่ต้องมีเพื่อช่วยประคับประคองจิตใจให้เข้มแข็งขึ้นมาได้ ได้แก่

 

 

 ความนับถือตนเอง เป็นความเชื่อมั่นใจตัวเองที่เกิดจากการได้รับการยอมรับจากครอบครัว รู้สึกได้ถึงความรักจากพ่อแม่หรือคนที่มีความสำคัญในชีวิต แม้ในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน เด็กยังสามารถรับรู้ได้ถึงความรักและเชื่อมโยงตนเองกับพ่อแม่ได้ พ่อและแม่ควรสื่อสารกับลูกต่อเนื่อง แม้จะแยกทางกันแล้ว หากใครช่วยอุปการะเด็กที่พ่อแม่แยกทางกัน การสื่อสารกับเด็กเป็นระยะเพื่อให้เขามั่นใจว่า แม้พ่อแม่จะไม่ได้อยู่กับเขา แต่ทุกคนยังคงมีความปราถนาดีในตัวเด็ก เด็กจะมีมุมมองในตัวเองอย่างถูกต้อง ไม่ได้หลงตัวเองและไม่ยอมรับตนเอง ความร็สึกแบบนี้ ทำให้เขาประเมินตนเองตามความเป็นจริง เขาอาจไม่เก่งในบางเรื่อง แต่เขาก็มีความพอใจในความสามารถด้านอื่นของตนเอง เด็กที่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวให้สามารถมีกิจกรรมตามความสนใจ รวมทั้งสนับสนุนอย่างพอเหมาะในการดำเนินชีวิต ได้รับความชื่นชมส่งเสริมให้มีพฤติกรรมที่เหมาะสมตามวัย จะมีความมั่นคงและมีความเชื่อมั่นในตนเอง ล้มแล้วจะมีพลังใจ จากภายในตัวเอง เชื่อว่าตนเองสามารถผ่านพ้นปัญหาไปได้

 

 

 ทักษะทางสังคม ในที่นี้หมายถึงความสามารถที่จะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับบุคคลรอบตัวเองได้ ไม่ใช่แค่การกล้าแสดงออก พูดเก่งนำเสนองานเก่ง แต่แทบไม่มีเพื่อนที่คบหากัน เด็กต้องการประสบการณ์นอกห้องเรียน ที่ส่งเสริมการรวมกลุ่มตามความสนใจ ตามวัยเรียนรู้การปรับตัวในการอยู่ร่วมกับคนอื่น รู้วิธีที่จะแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้น การได้ประสบการณ์ตามวัย อาจมีความเสี่ยงบ้าง แต่เป็นความเสี่ยงที่เด็กต้องเรียนร็ที่จะแก้ไขปัญหาได้ตามวัยของเขา รู้ว่าตนเองต้องจัดการกับอารมณ์ ความเครียด ความกดดัน เพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พ่อแม่ต้องสนับสนุนการคิดการตัดสินใจด้วยตนเองของลูก แทนการหาคำตอบให้ทุกเรื่อง ไม่ปกป้องลูกจากโอกาสที่จะมีประสบการณ์ตามวัย หรือเอาแต่บ่น ตั้งคำถามทำไมทำอย่างนั้น ทำไมไม่ทำอย่างนี้ แทนที่จะเอาแต่บ่นควรมาคุยกันว่า จะทำอย่างไร มีทางเลือกในการจัดการกับปัญหาอย่างไรบ้าง อะไรที่ลูกต้องทำด้วยตัวเอง และยอมรับว่าอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ล้มได้ ล้มแล้วจะทำอย่างไร ให้กำลังใจให้ลุกขึ้นมาแก้ปัญหา ทักษะการแก้ปัญหาทางสังคมเป็นความสามารถที่จำเป็นสำหรับเด็กในทศวรรษนี้เป็นอย่างยิ่ง

 

 

 มีความคิดมุมมองที่เป็นบวก หมายถึง ความเป็นเหตุเป็นผล สามารถมองเห็นด้านที่ดีกว่า แต่ก็มีความยอมรับในความเป็นจริง การคุยกันเป็นทางเลือกที่ช่วยพัฒนาทักษะความคิดแบบนี้ให้กับเด็กได้มาก รวมทั้งการเป็นต้นแบบในการคุยกันด้วยความมีเหตุผล เด็กทุกช่วงวัยต้องการการให้เหตุผล ยอมรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เด็กอาจรู้สึกถึงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตว่า เขาโชคร้าย เช่น ถ้าพ่อแม่ยังอยู่ด้วยกัน เขาคงไม่ต้องถูกส่งมาอยู่กับป้า การเปิดใจคุยและยอมรับในความรู้สึกผิดหวังของเด็ก จะช่วยให้เด็กเริ่มมองสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตตัวเองด้วยมุมมองใหม่ ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หาทางเลือกอื่นในการเติมความรู้สึกให้ตนเอง แทนการยอมแพ้ รู้สึกว่าไม่มีอะไรที่ตนเองสามารถจะทำให้ดีขึ้นได้ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในชีวิตเป็นอีกหนึ่งการเรียนรู้ที่เขาจะเดินผ่านไป โดยยังคงมองไปข้งหน้าอย่างมีความหวังว่า ตนเองสามารถก้าวไปที่จุดที่เขาคิดว่าดีกว่าที่เป็นอยู่

 

 

 ลงมือทำสิ่งที่คิด เด็กที่ผ่านประสบการณ์ที่ไม่ดี มักมีความกลัวว่าตนเองจะทำอะไรไม่สำเร็จ เด็กจึงมักปล่อยชีวิตไปเรื่อยๆ และมีปัญหาสะสมมากขึ้นจนลุกไม่ไหว ความยากอยู่ที่การช่วยให้เขาเริ่มคิดถึงเป้าหมายของตัวเอง ซึ่งผู้ใหญ่ต้องเปิดใจรับเป้าหมายสำหรับเด็กที่ไม่มีความสามารถแสดงออกมากนัก แต่ยังคงมีสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน จะทำให้สำเร็จให้ได้ ช่วยกันออกแบบวางแผนการ จะไปให้ถึงสิ่งที่ต้องการ กระตุ้นให้เริ่มลงมือ และมีวินัยในตัวเองที่จะดึงความสนใจอยู่ที่เป้าหมาย ระหว่างทางเด็กมักท้อ ทำท่าจะล้มลงอีกหรือยอมแพ้ แรงสนับสุนที่คอยฉุดดึงมีความหมายกับเด็กกลุ่มนี้ ถ้าคนใกล้ตัวก็ยอมแพ้ คิดว่าเด็กไม่เอาไหน ก็คงล้มไม่เป็นท่า ความอดทนของผู้ใหญ่ที่พยายามกระตุ้นให้เขากลับมาที่จุดที่ตนเองสนใจ เป็นต้นแบบการใช้ชีวิตที่ต้องมีความอดทน ทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด แต่เมื่อเขาสามารถลงมือทำอะไรที่มีความสำเร็จ เขาจะมีบทเรียนที่จะดูแลตัวเองมากขึ้น

 

 

ผู้ใหญ่จะสร้างทักษะล้มแล้วลุกให้เด็กได้ ต้องมีความเชื่อในตัวเด็ก สนับสนุนให้เขาลงมือทำอะไรด้วยตัวเอง หาสิ่งที่สนใจให้ ใช้เวลาอยู่กับความสนใจ รวมทั้งการดูแลเอาใจใส่โดยเอาใจเด็กมาใส่ใจดูว่า เขาคิดอะไร เขาไม่สบายใจด้วยเรื่องอะไร เขาจะหาทางออกที่ดีให้กับชีวิตตัวเองอย่างไร ช่วยกันผลัก ช่วยกันดึง ให้โอกาสกับเด็กที่กำลังล้มหรือล้มลงแล้วให้กลับมายืนได้ เขาจะเติบโตแข็งแกร่งต่อไปได้

 

 

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร

จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ