Haijai.com


ปลูกธรรมะให้เต้นในหัวใจลูก


 
เปิดอ่าน 677

ปลูกธรรมะให้เต้นในหัวใจลูก

 

 

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า “งานอยู่ที่บ้าน ธรรมะอยู่ที่วัด” ผ่านหู ผ่านความคิดเข้ามาบ้าง หลังจากที่ได้ยินประโยคนี้ ทำให้ภาพภาพหนึ่งปรากฏขึ้นมาในความคิดทันทีที่พูดถึง “ธรรมะ” ภาพของพระที่อยู่ในวัดที่เงียบสงบ วัดที่เต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวที่ดูแล้วสบายตา สบายใจ ทำให้กาย และใจของเรารู้สึกสงบนิ่ง ด้วยภาพเหล่านี้เอง ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าอยากมีธรรมะในใจ สถานที่ที่เราสามารถแสวงหาธรรมะเข้ามาใส่จิตใจของเราได้ต้องเป็นที่ “วัด” และแน่นอนถ้าต้องการนำธรรมะเข้าไปใส่ในจิตใจของลูกต้องพาลูกไปที่ “วัด” เท่านี้จริงหรือ...?

 

 

ด้วยความเชื่อ และความคิดในลักษณะนี้เอง ทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกว่าธรรมะเป็นเรื่องไกลตัวเกินไปสำหรับลูกที่จะเรียนรู้เรื่องยากๆ อย่างธรรมะ เพราะยังมีทักษะชีวิตอีกมากมายที่ลูกต้องเรียนรู้ แต่ในทางกลับกันถ้าคุณพ่อคุณแม่มองว่าธรรมะอยู่รอบๆ ตัวของเรานี่เองไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนไกล ธรรมะก็จะกลายเป็นสิ่งที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เพราะ “ธรรมะ คือ การทำดี คนทำดีเท่ากับมีธรรมะ” การทำดีจึงสามารถปฏิบัติได้ทุกที่ แม้เราจะนั่งอยู่ที่บ้านของเราเอง หรือจะพูดง่ายๆ ว่า ธรรมะเริ่มต้นได้ง่ายๆ เริ่มที่บ้านของเรา เริ่มต้นที่ตัวคุณพ่อคุณแม่ก่อนเพื่อให้ลูกมองเห็นคุณพ่อคุณแม่เป็นแบบอย่าง จนลูกค่อยๆ ซึมซับธรรมะเข้าไปเต้นเป็นจังหวะนำหัวใจ

 

 

ซึ่งการเริ่มต้นทำความรู้จักกับการทำดีของลูกนั้น คงไม่ใช่การบอกให้ลูกนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจเข้า กำหนดลมหายใจออก ทำจิตใจให้สงบนิ่ง ลูกคงนั่งทำหน้างง และไม่เข้าใจว่านั่งหลับตาทำไม ทำไมเขาต้องนั่งเพื่อหาความสงบด้วยล่ะ เพราะวัยเด็กยังเป็นวัยที่ไม่มีความวุ่นวายในชีวิต หรือมีปัญหาที่เข้ามารบกวนจิตใจมากนัก จนต้องแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยวที่เพื่อหาความสงบของชีวิต แต่สิ่งหนึ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนลูกเกี่ยวกับธรรมะ เกี่ยวกับการทำความดีให้ลูกได้ คือ การเริ่มต้นทำความดีให้กับตัวของลูกเองด้วยการ  

 

 

มีธรรมะ = ทำความดี = การรู้หน้าที่ของตนเอง และปฏิบัติหน้าที่ของตัวลูกเองให้ดี ซึ่งหน้าที่ของวัยเด็ก คือ การไปโรงเรียน เพื่อเรียนหนังสือ และแสวงหาความรู้ไว้ใช้ทำประโยชน์ให้กับชีวิตของตัวเองในวันข้างหน้า แต่ก่อนที่ลูกจะเดินทางไปถึงโรงเรียนได้นั้น ลูกต้องรู้จักการดูแลตัวเองก่อนเป็นอันดับแรกว่า ในแต่ละวันลูกต้องทำอะไรบ้าง และที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ต้องปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของตัวเอง เพื่อเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็น คือ

 

 

1.ตื่น และนอนให้ตรงเวลา เมื่อถึงเวลาตื่นนอนในตอนเช้าคุณพ่อคุณแม่ต้องตื่นตามเวลาที่ตั้งไว้ พร้อมทั้งฝึกให้ลูกตั้งเวลาปลุก เพื่อเป็นตัวช่วยให้ตื่น และนอนตรงเวลา จนติดเป็นนิสัย

 

 

2.ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเอง คุณพ่อคุณแม่ต้องฝึกให้ลูกช่วยเหลือตนเอง เช่น แปลงฟันเอง ฝึกถูสบู่ด้วยตัวเอง ลองตักน้ำอาบด้วยตัวเองให้สะอาด โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยช่วยเหลือในช่วงแรก เมื่อลูกสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เองแล้วค่อยปล่อยให้เขาทำเองบ้าง

 

 

3.แต่งตัวไปโรงเรียนเอง คุณพ่อคุณแม่ลองชวนลูกมายืนหน้ากระจกแล้วลองชวนกันใส่เสื้อเอง ติดกระดุมเอง ลองใส่เสื้อผ้าไปพร้อมๆ กับคุณพ่อคุณแม่ เพื่อช่วยฝึกให้ลูกสามารถแต่งตัวไปโรงเรียนเองได้

 

 

4.ทานอาหารเช้าด้วยตัวเอง คุณพ่อคุณแม่ลองชวนลูกแข่งกันทานอาหารในต้องเช้า ดูซิว่าใครสามารถทานข้าวได้หมดโดยไม่เหลือทิ้งเลย และฝึกให้ลูกทานอาหารเองได้โดยไม่ต้องมีคนคอยป้อนข้าว

 

 

5.ตั้งใจเรียน และหลังกลับจากโรงเรียนต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อนทำกิจกรรมอย่างอื่น หลังจากคุณพ่อคุณแม่กลับมาจากที่ทำงาน พร้อมกับลูกลองชวนลูกมานั่งอ่านหนังสือกัน หรือคุณพ่อคุณแม่อาจนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ ลูก นั่งเป็นเพื่อนกันระหว่างที่ลูกทำการบ้านก็ได้นะคะ

 

 

6.สอนให้ลูกไหว้พระในบ้าน คุณพ่อคุณแม่เปรียบเหมือนพระอรหันต์อันศักดิ์สิทธิ์ ที่คอยคุ้มครองลูก ในตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน และหลังจากกลับจากโรงเรียนในตอนเย็น คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกสวัสดีคุณพ่อคุณแม่จนเป็นกิจวัตรประจำกาย นิสัยประจำใจ

 

 

การฝึกให้ลูกรู้หน้าที่ของตนเอง และปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองให้ดีในแต่ละวัน โดยพึ่งพาตัวเองได้นั้น ก็เหมือนช่วยสอนให้ลูกมีหลักธรรมะที่เหมาะสมกับวัยของลูกเกิดขึ้นในหัวใจ โดยใช้สิ่งที่เขาต้องปฏิบัติเป็นประจำในแต่ละวันเป็นสิ่งช่วยฝึกสอนเขา ทำให้การปฏิบัติธรรมะกลายเป็นสิ่งที่วัยเด็กก็สามารถจับต้องได้ สามารถปฏิบัติได้ ทำให้ธรรมะเข้าไปเต้นอยู่ในหัวใจลูก และช่วยนำทางให้ลูกมีจังหวะของชีวิตที่ดีงาม

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ