Haijai.com


การชิงดีชิงเด่นระหว่างพี่น้อง


 
เปิดอ่าน 1698

การชิงดีชิงเด่นระหว่างพี่น้อง

 

 

T.Berry Brazelton, M.D. หรือ ดร.แบรี่ บราเซลตัน ผู้เขียนหนังสือขายดีที่รู้จักกันดีเรื่อง Touchpoints (ทัชพอยต์) เป็นผู้ก่อตั้งแผนกพัฒนาการเด็กในโรงพยาบาลบอสตัน และเป็นศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ ที่แผนกการแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้กล่าวไว้ว่า

 

 

สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็กๆ มากกว่าหนึ่งคน มักจะหลีกไม่พ้นจากปัญหาพี่น้องอิจฉากัน การแข่งขันกันระหว่างพี่น้อง และการดูแลเอาใจใส่ต่อกัน เป็นเหมือนเหรียญสองด้าน ที่ในด้านหนึ่งพี่น้องมักจะติดกันแจไม่ห่าง ซึ่งการดูแลเอาใจใส่กันและกันมักเกิดมาจากการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และนำมาซึ่งสาเหตุที่ทำให้พี่น้องมีเรื่องให้ต้องทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้จากการทะเลาะและการแข่งขันกัน ความรู้สึกสงสาร เห็นอกเห็นใจ และต้องการปกป้องใครสักคนจะเกิดขึ้นเมื่อพวกเขามีเรื่องทะเลาะกับพี่น้องและคู่ปรับของตัวเอง ในครอบครัวที่มีลูกเพียงคนเดียว เด็กจะใช้วิธีอื่นในการเรียนรู้ที่จะต่อสู้ แข่งขัน และแสดงความเห็นใจเด็กคนอื่น

 

 

พ่อแม่มักรู้สึกเป็นกังวลมากกับการแข่งขันชิงดีชิงเด่นกันระหว่างพี่น้อง “ทำไมพี่น้องต้องทะเลาะกันด้วยนะ?, ทำไมไม่ยอมกันบ้างเลยนะ?, เราจะเข้าข้างใครดีนะ?, ถ้าเราเข้าไปยุ่งด้วย เรื่องต้องยิ่งแย่ลงแน่” เรื่องเลวร้ายขึ้นแน่! เพราะส่วนใหญ่แล้วเด็กทะเลาะกันเพราะต้องการแข่งกันให้ได้รับความสนใจใส่ใจจากพ่อแม่มากกว่าอีกฝ่าย โดยเด็กแต่ละคนมักจะมีคำถามอยู่ในใจว่า “พ่อแม่รักเราสองคนเท่ากันจริงหรือ?” ดังนั้นพ่อแม่ควรวางตัวออกนอกสนามการแข่งขันของลูกทั้งสองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าใครกันแน่ที่สมควรถูกตำหนิ และใครที่ควรรับผิดชอบต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างลูกสองคน

 

 

การรับมือกับศึกสองพี่น้อง พ่อแม่ควรปฏิบัติดังนี้

 

1.เดินเข้าไปสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ อย่างนิ่งเฉย

 

 

2.ถ้าไม่ถึงกับมีการทำร้ายร่างกายกันจนเกิดเลือดตกยางออก หรือไม่มีของมีคมที่อาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายได้ พ่อแม่ควรพูดกับลูกทั้งสองว่า “นี่เป็นเรื่องของหนูสองคน แม่ไม่เกี่ยว เมื่อหนูสองคนตกลงกันได้แล้วบอกแม่ด้วยแล้วกัน” ซึ่งบางครั้งคุณอาจต้องพูดเสริมว่า “หนูสองคนต้องหาวิธีแก้ปัญหานี้ด้วยกันเอง”

 

 

3.ถ้าหากคนน้องยังเป็นเด็กทารก คุณจะต้องเข้าไปดูแลไม่ให้พี่ที่ตัวโตกว่าทำร้ายน้องของเขาได้ สอนให้ลูกรู้ว่าเขาควรจะดูแลและปกป้องน้อง โดยช่วยอธิบายให้เขารู้สึกถึงความภาคภูมิใจในการไม่ถือสาน้อง และรู้จักให้อภัยน้อง

 

 

ถ้าเด็กเรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเอง เขาจะถอนตัวจากการปะทะกัน คุณควรสอนให้ลูกเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย และบอกให้ลูกรู้สึกภูมิใจในความเป็นผู้ใหญ่ของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกๆ ต่างสามารถหยุดการทะเลาะได้ด้วยตัวของพวกเขาเอง

 

 

เมื่อเด็กเริ่มที่จะดูแลตัวเองได้ เขามักจะไม่ทำร้ายพี่หรือน้องของตัวเอง แม้จะไม่มีคุณคอยคุมอยู่ก็ตาม บางครั้งหากพ่อแม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยอาจกลายเป็นปัจจัยเร้าที่ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทรุนแรงขึ้น

 

 

กรณีที่การต่อสู้รุนแรงจนมีใครคนใดคนหนึ่งเจ็บตัวขึ้นมา คุณต้องระมัดระวังในการดูแลเอาใจใส่ทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน เพราะคนที่ไปตีอีกฝ่ายก่อน อาจมีโอกาสถูกเอาคืนได้ง่ายๆ แน่นอนว่าคุณต้องปรามฝ่ายที่ไปทำร้ายอีกฝ่ายจนเจ็บตัว (หนูทำอย่างนี้ แม่ยอมรับไม่ได้) และบอกให้เขารู้ถึงสิ่งที่เขาควรทำเพื่อแก้ไขความผิดของตัวเอง (ห้ามหนูเล่นกับน้องอีก จนกว่าหนูจะสงบอารมณ์ของตัวเองได้ และขอโทษน้องก่อน) แต่ส่วนใหญ่คำพูดและวิธีการเหล่านี้มักไม่มีความหมายอะไรกับเด็กที่กำลังอยู่ในอารมณ์พลุ่งพล่าน ดังนั้นคุณควรช่วยให้เขาเข้าใจในอารมณ์ และความรู้สึกของตัวเอง และสามารถที่จะหาวิธีในการควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ได้เสียก่อน

 

 

คุณแม่ท่านหนึ่งแก้ปัญหานี้ด้วยการซื้อตุ๊กตา “ซ้อมมือ” ซึ่งมีขนาดใหญ่พอที่ลูกจะใช้ระบายอารมณ์โกรธได้อย่างพอใจ “ถ้าหนูรู้สึกโกรธน้อง และอยากทำร้ายน้องก็ให้ตีตุ๊กตาแทน หนูจะรู้สึกดีขึ้นเอง เราต้องรู้จักหาวิธีที่จะจัดการกับอารมณ์ของเรา แม่จะใช้วิธีนี้ทุกครั้งที่มีใครกวนโมโหจนแม่รู้สึกทนไม่ไหว หนูเองก็ต้องลองดูนะ”

 

 

ดร.แบรี่ บราเซลตัน

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ