Haijai.com


ประสบการณ์เตือนภัยจากทางบ้าน


 
เปิดอ่าน 706

ประสบการณ์เตือนภัยจากทางบ้าน

 

 

“กิน” เป็นเหตุ

 

ดิฉันเป็นคุณแม่มือใหม่ค่ะ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับลูกล้วนเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งนั้น โดยเฉพาะการเลี้ยงลูกค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีคุณยายคอยช่วยเลี้ยงตอนที่ดิฉันออกไปทำงานค่ะ วันหนึ่งคุณยายบอกว่า หนูจ๋าถ่ายบ่อยนะ วันนี้ 3 รอบแล้ว ดิฉันก็คิดว่าคงไม่เป็นไร เพราะลูกยังเล่นดีอยู่ จนเวลาผ่านไปอีกวันหนูจ๋าก็ยังไม่ยอมหยุดถ่ายอยู่ดี ทั้งบ้านจึงตัดสินใจพาหนูจ๋าไปโรงพยาบาล ตอนแรกคุณหมอบอกว่า ให้รอดูอาการก่อนไหม คุณหมอก็ให้ยามาทาน และเปลี่ยนนมให้น้องกินด้วย และยังบอกว่า หากน้องถ่ายออกมาเป็นมูกเลือดต้องรีบพามาโรงพยาบาลทันที ก็พากันกลับมาบ้านรอดูอาการ แต่น้องก็ยังถ่ายเรื่อยๆ เชื่อไหมคะว่า เพียงแค่ 2 วันเท่านั้นจากที่น้องเป็นคนตัวเล็กอยู่แล้ว ก็ยิ่งผอม หรือซูบลงผิดตา ผอมแบบว่าเห็นซี่โครงน้องโผล่เลยล่ะค่ะ เท่านั้นแหละดิฉันก็ตัดสินใจกลับไปโรงพยาบาลทันที ไม่รอดูแล้วค่ะมูกล่งมูกเลือด ก็ขอคุณหมอนอนเลย โชคดีมากค่ะ เพราะคืนนั้นน้องก็ยังถ่ายไม่หยุด และถ่ายออกมาเป็นเลือดเลยล่ะค่ะ กลิ่นอึนี่มีกลิ่นเลือดปนเลย แต่เราก็วางใจได้แล้ว เพราะอยู่ในมือคุณหมอแล้วนี่คะ สรุปว่าหนูจ๋าวัย 7 เดือน กับอีก 12 วัน ต้องนอนให้น้ำเกลือ 2 กระปุกใหญ่ๆ กิน นอน ร้องไห้อยู่ในโรงพยาบาล 2 คืน กับอีก  3 วันค่ะ เพราะติดเชื้อในสำไส้ แต่ไม่ทราบเชื้อว่าเป็นชนิดไหนนะคะ และคาดว่าเชื้ออาจจะติดมากับของเล่น หรือของที่น้องเอาเข้าปาก และเข้าสู่ร่างกายจนทำให้ท้องเสียนี่แหละค่ะ (ใช่แล้วค่ะ ช่วงนี้หนูจ๋าเห็นอะไรก็คว้าเอาเข้าปากหมด แถมยังตะกละด้วยนะคะ ใครให้กินอะไรกินหมด แถมเห็นใครกินก็จะกินด้วย ถ้าไม่ให้กินก็ร้องประท้วงค่ะ เชื่อเขาเลย!)

 

 

หลังจากกลับมาพักฟื้นและกลับมาซ่าได้เหมือนเดิม วันหนึ่งก็นั่งทานข้าวกันโดยจับหนูจ๋านั่งในรถหัดเดิน แต่ผูกเชือกป้องกันไว้เรียบร้อยค่ะ เราก็นั่งกินข้าวไปดูหนูจ๋าไปพลาง ก็เห็นว่าหนูจ๋ากำลังเคี้ยวอะไรอยู่ ซึ่งช่วงนั้นฟันกำลังขึ้นอยู่พอดี คุณยายก็บอกว่า “คงเคี้ยวเหงือกนั่นแหละ เพราะคันฟันอยู่ ไม่มีอะไรหรอก” เราก็ถามย้ำนะคะว่า “ไม่ได้กินอะไรแน่นะ?” เพราะหนูจ๋าเคี้ยวไม่หยุดเลยค่ะ แต่สักพักก็หยุดเคี้ยวไป พอทานเสร็จคุณพ่อก็อุ้มหนูจ๋าขึ้นห้องไป ดิฉันก็เก็บสำรับกับข้าว ล้างจานอะไรไปเรื่อย สักพักพ่ออุ้มหนูจ๋าหน้าตาตื่นวิ่งลงมาบอกว่า “ลูกกินอะไรก็ไม่รู้ เห็นแวบๆ อยู่ในปาก ตอนที่หนูจ๋าทำท่าขย้อนเหมือนมีอะไรติดคออยู่” เท่านั้นแหละค่ะ ดิฉันก็รีบล้างมือ ใจก็คิดว่าทำไงดีๆ ต้องรีบพาลูกไปโรงพยาบาล แต่คุณยายบอกว่า ลองเอามือล้วงดูก่อนซิ กลัวก็กลัว กลัวล้วงแล้วของจะยิ่งเข้าไปติดในคอลูกลึกมากกว่าเดิม ห่วงก็ห่วง ห่วงว่าลูกจะเป็นอะไรไป ตอนนั้นก็พยายามเรียกสติกลับมา แล้วลองเอามือล้วงเข้าไปในปากก็เจออะไรแข็งๆ ก็พยายามล้วงเอาออกมา ปรากฏว่า เป็นเศษพลาสติกชิ้นเล็กๆ ที่ติดมากับของเล่น หรือผลิตภัณฑ์ที่ตัดหรือทำมาแบบหยาบๆ อ่ะค่ะ ส่วนหนูจ๋าก็ร้องไห้ไปตามระเบียบ เพราะตกใจที่พ่อเสียงดังใส่ ปกติพ่อลูกคู่นี้เขาจะเลิฟๆ กันอยู่ค่ะ เพราะพ่อใจดี ไม่ดุ ไม่เสียงดัง ตามใจทุกอย่าง แต่พอคราวนี้พ่อเสียงดังใส่หนูจ๋าก็เลยตกใจคิดว่าพ่อดุเขาอะไรทำนองนั้นแหละค่ะ โชคดีมากค่ะที่เศษพลาสติกเล็กๆ นั้นมันแข็งมาก หนูจ๋าพยายามกลืนมันลงไปแต่ก็กลืนไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นเรื่องนี้คงอีกยาวกว่าจะถึงตอนจบค่ะ

 

 

จริงๆ แล้วเรื่องแบบนี้ใครไม่เจอกับตัว ก็จะไม่รู้จริงๆ ค่ะ ส่วนตัวดิฉันแล้วอ่านหนังสือ นิตยสารมาก็เยอะ โดยเฉพาะนิตยสารที่จะเตือนทุกครั้งว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นให้ตั้งสติไว้ก่อน ตอนนั้นดิฉันแอบคิดนะคะว่า สติจะช่วยอะไรได้ล่ะเนี่ย แต่พอเจอเข้ากับตัว จึงได้รู้ว่า สติ สำคัญจริงๆ นะคะ คือแบบว่าทุกคนรู้ว่าพอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ต้องทำแบบนี้นะ แต่พอเราไม่มีสติ ควบคุมไม่ได้ ให้ความกังวลเป็นใหญ่ การช่วยเหลือก็จะล่าช้า เผลอๆ อาจทำให้เป็นอันตรายกับลูกก็ได้ค่ะ และที่สำคัญการที่สติหลุดอาจทำให้บ้านแตกได้นะคะ “ทำไมเธอไม่ทำล่ะ”, “แล้วคุณล่ะ ยืนเฉยอยู่ทำไม ทำไมไม่ทำอะไรสักอย่าง”

 

 

 

เรื่องราวจาก : รัตติการ วงศ์นิติกร (แม่นุช)
ลูกสาวคุณแม่ : ด.ญ.รัญชิตา วงศ์นิติกร (น้องหนูจ๋า) วัย 1 ขวบ

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ